กฎแห่งกรรมนั้นมีการลดบาปให้กับคนที่ทำบาปบ้างหรือไม่?

ในทางกฎหมายนั้นยังมีการอภัยโทษ

ลดโทษให้กับนักโทษได้ แล้วในทางกฎแห่งกรรมนั้นมีการลดบาปให้กับคนที่ทำบาปบ้างหรือไม่?

       กฎแห่งกรรมต้องบอกว่า การลดโทษ ไม่มี แต่ว่า ถ้าหากเราทำไปแล้ว และสำนึกผิด พยายามทำความดีมาชดเชย วิบากกรรมนั้นก็จะลดหย่อนลง ถ้าจะเปรียบเหมือนว่าเราทำสิ่งที่ไม่ดี ทำบาปไปแล้วก็เหมือนเราเติมเกลือใส่ไปในน้ำ แต่ถ้าเกิดเรายังสำนึกผิด หยุดการทำบาป ไม่เติมเกลืออีก แต่ว่าสร้างบุญเยอะๆ เหมือนเติมน้ำเยอะๆ น้ำเกลือนั้นก็จะเจือจางลง ความเค็มจะลดลงๆๆ เรื่อยๆ

นี่แหละ วิบากกรรมที่ตามมาก็จะทุเลาเบาบางลง แต่บาปที่ทำไปแล้วนั้นไม่ไปไหน ยังอยู่ แต่ฤทธิ์จะอ่อนแรงลง ถ้าเราสร้างบุญเยอะๆ จะรอให้คนอื่นมาอภัยโทษ ไม่มี มีแต่เพียงว่า เราเองต้องสร้างบุญด้วยตัวของเราเอง หยุดสร้างบาปแล้วสร้างบุญเยอะๆ  ให้บุญไปเจือจางให้บาปอ่อนฤทธิ์ลง

กฎแห่งกรรมไม่มีการลดหย่อนผ่อนโทษให้ใครได้

       พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ. เราต้องพึ่งตัวเราเอง คนอื่นช่วยเราไม่ได้หรอกนะ เราต้องพึ่งตัวเราเอง คือ ละชั่ว ทำดี แล้วทำใจเราเองให้ผ่องใส อย่างนี้ละก็เราพอแก้ไขกันได้ เหมือนตัวอย่างคือ พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นไปคบเทวทัต คบคนไม่ดี เจอเขายุส่ง คนไม่ดีบางทีวาทศิลป์ดีนะ พูดแล้วน่าเชื่อ ไปเชื่อเค้าจนสุดท้ายจากเจ้าชายหนุ่มน้อยเป็นคนดี ก็ไปฆ่าพ่อคือพระเจ้าพิมพิสาร หวังจะขึ้นครองบัลลังก์ พอฆ่าพ่อก็เท่ากับทำอนันตริยกรรม ซึ่งเป็นกรรมที่หนักมาก ชื่อบอกอยู่แล้ว อนันตะ คือ เป็นอนันต์ กรรมที่หนักเป็นอนันต์เลย มีทั้งหมด 5 อย่าง คือ

1.ฆ่าพ่อ 2.ฆ่าแม่ 3.ฆ่าพระอรหันต์ 4.ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อเลือด (ไม่มีการฆ่าพระพุทธเจ้า เพราะไม่มีใครสามารถฆ่าพระพุทธเจ้าได้ อย่างหนักที่สุดคือทำให้พระองค์แค่ห้อเลือดนิดเดียว คล้ายๆ กับเป็นช้ำขึ้นมาหน่อยหนึ่งเท่านั้นเอง) 5.ทำสังฆเภท ได้แก่ ยุให้พระทะเลาะกัน ให้สงส์แตกกัน อย่าไปทำเด็ดขาดนะ

เป็นอนันตริยกรรมนี่ บางทีโดยตรงไม่โดยอ้อม เราเองไปนั่งโจมตีว่าคนนั้นว่าคนนี้ โจมตีสงส์รูปนั้นรูปนี้ขึ้นมานี้ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ วิบากกรรมมาถึงละก็ มันเป็นอนันตริยกรรมได้

       พูดไปแล้วพยายามจูงให้คนเชื่อไปตามเรา เกิดทำให้พระท่านเข้าใจผิดขึ้นมาทะเลาะกันแล้วแตกกันปั๊บนี่ เราเสร็จเลย เป็นอนันตริยกรรมเลย ถึงแม้ท่านยังไม่ถึงกับแตกกันแค่ว่าชักบาดหมาง โกรธเคือง ไม่ค่อยถูกกัน ไม่ค่อยชอบใจกัน นั่นก็คือว่าเราเองเริ่มมีความเสี่ยงแล้ว ยังไม่เป็นอนันตริยกรรมแบบสังฆเภท 100 % เริ่มสัก 5 % , 10 % แล้ว เริ่มเสี่ยงแล้ว อย่าทำเด็ดขาด

       พระเจ้าอชาตศัตรูไปฆ่าพ่อตามแรงเชียร์ของเทวทัตปั๊บ เท่ากับทำอนันตริยกรรม นั้นคือ ปิดสวรรค์ ปิดนิพพานเลย ชาตินั้นจะทำดีเท่าไหร่ก็ตาม 100 % ตกนรกแน่นอน ไม่มีทางที่จะขึ้นสวรรค์ได้ ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรมไปพระนิพพานได้ ในชาตินั้น ชาติต่อไปยังมีสิทธิ แต่ชาตินั้นหมดสิทธิ ตายปั๊บยังไงต้องตกนรกก่อน ตามหลักจะต้องไปอเวจีมหานรก แต่เนื่องจากพระเจ้าอชาตศัตรูภายหลังได้คิด ได้กัลยาณมิตรคือ หมอชีวกโกมารภัจจ์ แนะนำให้พระเจ้าอชาตศัตรูไปกราบพระพุทธเจ้า ฟังธรรมจากพระองค์ แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต จนกระทั่งพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว

พระองค์ก็เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 1 ทำบุญใหญ่ขนาดนั้น แต่ตายแล้วก็ยังตกนรกอยู่ดี แต่ว่าด้วยบุญนี้ทำให้ไม่ต้องไปอเวจีมหานรก แต่ตกลงไปในโลหกุมภีนรก(นรกน้ำทองแดง) ซึ่งก็น่ากลัว แต่เทียบกับอเวจีมหานรกแล้ว ดีกว่ากันเยอะ ถ้ากลับตัวกลับใจได้คิดแล้วตั้งใจทำความดี ก็จะทำให้วิบากกรรมนั้นอ่อนกำลังและเบาลง จะอภัยโทษ ลดหย่อนโทษได้ ต้องพึ่งตัวเองด้วยการทำความดีอย่างนี้ 

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและรับรู้ข้อมูลอย่างมีสติ

Loading...
loading...
shares