“กรรมขโมยพระไปหลอม”

“กรรมขโมยพระไปหลอม”

ทุกวันนี้มันมีคนที่ปล้นพระนะ พระเก่าๆ เขาชอบ แต่ก่อนก็มีแต่ไม่ได้เอาไปสะสมเหมือนทุกวันนี้หรอก แต่ก่อนก็มีขโมยพระทองคำไป เขาก็เอาไปหลอมเป็นอย่างอื่นแล้วเอาไปขาย ไม่ได้ขายเป็นพระพุทธรูปนะ

…สมัยหนึ่งมีโยมไปขโมยพระพุทธรูป ไปเอามาจากโบสถ์เก่าที่ อำเภอกุมภวาปี (อำเภอหนองหาน) โบสถ์นั้นใครก็ไม่กล้าไปที่นั่นนะ ผีมันเฮี้ยนมากมันดุมาก ใครไปก็ถูกบีบคอทุกคน ทีนี้ก็มีคน (ขโมย) สี่คนไปเห็นพระในโบสถ์เก่าๆ นั่นน่ะ

ก็รวมหัวกันไปขโมย แต่จะไปเอาพระตอนกลางวันนะไม่ไปตอนกลางคืน เพราะชาวบ้านเขาก็ไม่กล้าไปล่ะแถวนั้นเขากลัวกัน พอขโมยมาได้แล้วก็เห็นเป็นทองคำ ทีนี้จะเอายังไงกันล่ะ เห็นเงินเห็นทองมันก็หน้ามืดนะสิ

….ทีนี้ได้พระมาแล้วถ้าเอาพระพุทธรูปไปขายก็กลัวคนจะเห็น จะทำยังงัยล่ะ ก็สุมหัวกันคิดหาวิธี สุดท้ายได้ความว่าจะหลอมพระเอาเป็นทองแท่งไป ก็พากันก่อเตาขึ้นมา ทำลูกสูบ สูบถ่านแดงๆ ทำเหมือนเขาเผาเหล็กตีมีดนั่นล่ะ พอไฟมันกล้าแล้วทองมันก็จะละลายไหลไปเข้ากระบอกดินเหนียวที่เขาปั้นไว้รอแล้วนั่นล่ะ มันก็จะเป็นทองแท่งออกมา

…คราวนี้พอเอาพระองค์นั้นไปหลอม เกิดความอัศจรรย์นะ
พระพุทธรูปองค์นั้นหลอมยังไงก็ไม่ละลาย คุมกันอยู่นาน แต่เพราะความอยาก ความโลภของคนมันมีมาก ก็ยังพยายามหาทางกันอยู่ พอคิดได้ก็พากันทำ ขันห้า ขันแปด ไปคารวะพระพุทธรูป ไปอธิษฐานขอให้พระทององค์นั้นหลอมละลาย มันว่า

“กรรมอันใดที่เกิดจากการหลอมพระในครั้งนี้ พวกข้าพเจ้าจะขอรับเอาทั้งหมดบาปอันใดจะเกิดขึ้นมารับหมด จะตายห่าตายโหงอะไรรับหมดเอาหมด ขอแต่ให้ทองละลาย”

… หัวขโมยก็พากันอธิษฐาน แต่ไอ้คนที่สี่ไม่ได้อธิษฐานกับเขาเพียงแต่ไปร่วมวงเท่านั้น แต่ก็ยังไปหลอมพระกับเขาอยู่ ส่วนสามคนแรกอธิษฐานให้ตายห่าตายโหงเลย พออธิษฐานเสร็จก็กลับไปหลอมใหม่ปรากฏว่าทองละลายออกมา มันก็ไหลเข้ากระบอกดินเหนียว เป็นแท่งๆ พอเสร็จก็พากันแบ่งสันปันส่วน แล้วกลับบ้านของใครของมัน แต่ยังไม่ได้ไปขายนะ

…. “โจรคนที่หนึ่ง” จะไปอุดร จะเอาทองไปขาย ก็ขึ้นรถหกล้อโบราณ รู้มั้ยรถโบราณคือรถหกล้อสมัยก่อน ที่หัวมันยาวๆ
เขาใช้ขนไม้ซุง ลากไม้ซุงกันนะ นั่นล่ะ รถเขาจะไปอุดร โจรคนนี้ก็ไปขอขึ้นรถขนไม้กับเขา พอรถวิ่งไปถึงอำเภอหนองหานก็ไม่รู้ไปทำอีท่าไหนปรากกว่า “ตกรถตาย”

….”โจรคนที่สอง” ไปนอนนาไปทำนา ก็เอาปืนไปด้วยปืนแก๊บนี่ล่ะ สมัยก่อนตามท้องไร่ท้องนานกหนูมันเยอะแยะ พอเห็นนกเยอะๆ ก็คว้าเอาปืนกะว่าจะไปยิงนก ก็เลยปีนขึ้นต้นไม้แต่ตอนปีนขึ้นต้นไม้เนี่ย แกไม่ได้เอาปืนขึ้นไปก่อน ตัวเองปีนขึ้นไปก่อนแล้วค่อยลากปืนขึ้นตามไป ตอนลากๆ ปืนขึ้นต้นไม้นั้น ไกปืนก็ไปเกี่ยวกับกิ่งไม้ “ปืนมันก็ลั่นยิ่งเข้าก้นตัวเองแล้วก็พลัดตกต้นไม้ตายไปอีก”

…”คนที่สาม” ก็ไปนอนนาเหมือนกัน แต่เป็นฤดูเกี่ยวข้าวอย่างนี้ล่ะ คนสมัยก่อนพอเกี่ยวข้าวก่อนจะขนข้าวขึ้นมาที่บ้านก็ต้องไปนวดข้าวที่นาเสียก่อน และก็ต้องนอนเฝ้าด้วยนะ ไม่อย่างนั้นขโมยมันจะมาลักเอา คนที่สามนี้ก็ต้องไปนอนเฝ้าข้าวที่นานะ แกก็ทำเป็นกระท่อมฟางเล็กๆ ข้างกองข้าว พอทำเสร็จตัวเองก็นอนอยู่ข้างล่าง นอนเฝ้าข้าวอยู่ วันนั้นนวดข้าวได้ครึ่งหนึ่งแล้วล่ะ แกก็นอนอยู่ในกระท่อมฟางนอนสูบบุหรี่อยู่ แต่ไม่รู้ทำยังงัยไฟมันไหม้กระท่อมฟาง แกก็อยู่ในนั้นออกมาไม่ได้กระท่อมฟางมันพังลงมาทับไว้ ปรากฏว่า “ไฟครอกตาย” ดำเป็นตอตะโกเลย นั่นบาปกรรมขนาดนั้นยังอยากได้อยู่เนาะคนเรา…นี่ความอยากของคน กิเลสมันหนาปิดหูบังตา กล้าเอาชีวิตของตนเองไปเป็นตัวประกันอธิษฐาน

…ที่นี้คนที่สี่ ไม่ได้อธิษฐานกับเขาแต่ก็กลัวตายก็เลยไปบวชเป็นผ้าขาวถือศีลแปด บวชก็เพราะกลัวตายนั้นล่ะ กลัวจะวิบัติตามสามคนนั้น ก็อายุยืนแปดสิบเก้าสิบปีไม่เป็นอะไร ลูกชายแกก็บวชเป็นพระนะ เป็นพระรุ่นพี่หลวงปู่นี่ล่ะ ชื่อ อาจารย์จันทา หมู่เพื่อนพระกรรมฐานเรียกท่านว่า
“ท่านอาจารย์โกญทัญญะ”

โอวาทธรรม
หลวงปู่ไม อินทสิริ
วัดป่าเขาภูหลวง อ.วังน้ำเขียว
จ.นครราชสีมา

loading...
shares