มนุษย์ทำไมต้องถือศีล ! เพื่ออะไร?

มาถือศีลเพื่อต้องการอะไร

คำตอบเป็นไปเพื่อกิเลสทั้งนั้น

เช่นว่าถือศีลเพื่อไม่ให้สามีมีภรรยาคนที่สอง ไม่อยากให้หญิงอื่นมาร่วมกับสามีของตัวบ้าง

ถือศีลเพื่อให้รูปสวยบ้าง ถือศีลเพื่อให้รวยทรัพย์ให้ได้เกียรติ ได้ชื่อเสียงบ้าง

ถือศีลเพื่อเมื่อตายแล้วจะได้ไปเกิด ในสวรรค์วิมานสวยๆงามๆอย่างนั้นบ้าง

 

 

เรื่องนี้ได้ทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ก็ได้ตรัสสอนพวกเล่านั้นว่าเธอมาถือศีล เพื่อลาภ เพื่อสักการะ เพื่อจะมี

เพื่อจะได้ ในเรื่องกามารมณ์ ในเรื่องวัตถุ วัตถุก็เป็นเรื่องกาม คือ เรื่อง รูป รส กลิ่น เสียง เรื่องสัมผัสอยากได้สิ่งนั้น อย่างมีสิ่งนั้นให้ประณีต ให้สวยงามให้มั่นคงขึ้นไป

การถือศีลเช่นนี้ไม่ถูก เราถือศีลเพื่อพรหมจรรย์ หมายความว่า มีการครองชีวิตอย่างบริสุทธิ์ ถือศีลเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์

เราไม่ฆ่าใคร ถ้าเราต้องการบริสุทธิ์ในจิตใจ เราไม่ลักของใคร ก็เพื่อสร้างความบริสุทธิ์ในจิตใจไม่คิดเอาของคนอื่นมาเป็นของตัว

เราไม่ประพฤติผิดในเรื่องของกามารมณ์ เพียงศีลห้าก็เพื่อจะให้ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุขไม่มีปัญหา ไม่สร้างความทุกข์ ความเดือดร้อน

 

ถ้าเราถือ ศีลแปด ก็งดเว้นจาการประพฤติผิดในกิจที่มิใช่พรหมจรรย์ คือไม่มัวเมาในเรื่องกามารมณ์ด้วยประการทั้งปวง

งดเว้นกามารมณ์แม้การอยุ่ร่วมกับภรรยาของตัวก็เป็นการผิดศีลพรหมจรรย์ก็เพื่อความบริสุทธิ์ทางจิตใจ ให้มันหายจากราคะ หายจากความกำหนัด

จากตัณหา ความอยาก หายจากความอยากได้ อยากมี อยากเป้นด้วยประการต่างๆเพื่อการขูดเกลาเราพูดคำจริง คำอ่อนหวาน

คำสมานสามัคคีก็เพื่อเป็นการบังคับตัวเองให้รู้จักใช้ลิ้นให้รู้จักใช้ปากจะพูดอะไรกับใคร ก็พูดแต่คำที่เป็นความจริง คนพูดจริงนั้นพูดน้อย พูดไม่มาก

ถ้าพูดมากมันจะพูดจริงบ้างไม่จริงบ้างแล้วพูดคำหยาบบ้าง พูดคำเหลวไหลบ้าง พูดคำเพ้อเจ้อ เพ้อไปวันยังค่ำไม่ได้เนื้อได้สาระ

เข้าแบบว่าน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง ไม่ผักบุ้งสักกอเดียว มีอยู่นิดๆหน่อยๆเอามาทำอะไรก็ไม่ได้ คนพูดมาเขาเรียกว่า พูด หว่านไป

เราะอรรถกถาจารย์ท่านพูดว่า พูดเหมือนแกงถั่ว คือแกงถั่วนั้นเป้นแกงสามัญของประเทศอินเดีย คนกินถั่วมาก

ใครพูดมากก็ว่าพูดเหมือนกับแกงถั่วคือมากเกินไปทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน จิตใจไม่สงบหรือเราพูดเรื่องที่ต้องโต้เถียงกัน เวลาเถียงกัน

นั้นต้องพูดมาก เมื่อพูดมากจิตก็ไม่มีสมาธิ ห่างจากสมาธิฟุ้งซ่านแล้วก็เกิดกิเลสอื่นตามมา

เพราะฉะนั้นการถือศีลข้อที่ 4 ก็เพื่อสำรวมจิตใจ บังคับปากบังคับลิ้นให้พูดแต่สิ่งที่จำเป็น

การถือศีลข้อห้าก็เพื่อรักษาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เรียบร้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพทางกายทางใจจะดีขึ้น สุขภาพกายจะดีขึ้น

เพราะไม่เสพย์ของมึนเมา ไม่ดื่มกินสิ่งเสพติดด้วยประการต่างๆ

 

 

ศีลข้อห้านี่มีคำอยุ่ 3 คำ ว่า สุรา เมรัย และ มัชชะ 

สุรา คือของเมาที่ต้มกลั่นแล้ว เช่น เหล้าต่างๆของในและของนอกที่ใส่ขวดสวยๆ ถ้าดื่มเข้าไปแล้วเมาทุกรายทำให้สุขภาพเสื่อม เสียทรัพย์ เกิดโรค

ก่อการทะเลาะวิวาท หน้าด้าน ไม่รู้จักละอาย คนดีเขาดูหมิ่นสติปัญญาเสื่อม สิ่งเหล่านี้เรียกว่า สุราเมรัย หมายถึง ของเมาประเภทที่ไม่ต้มให้สุก

ไม่ได้กลั่นเอามาแช่ไว้ เอามาหนักมาดองไว้ให้มันล่วงเวลา เช่น น้ำส้ม ถ้าเราทิ้งไว้ล่วงเวลา เกิน 3 ชั่วโมง มันก็กลายเป้นเมรัย ของเหล่านี้เขาเรียกว่า

ยามะการิกยามะ แปลว่า 3 ชั่วโมง ยามหนึ่ง ถ้าเกินกว่านั้นไป พระก็ฉันไม่ได้

 

สมัยนี้เขามีตู้เย็นมันไม่เสื่อมคุณภาพ เอาใส่ตู้เย็นไว้กี่ชั่วโมงก็ไม่เปลี่ยน แต่ถ้าเอาไว้ในที่มีความร้อนสูง มันก็เปลี่ยนสภาพเป็นเมรัย เช่น น้ำตาลโตนด

เราขึ้นไว้ตอนเช้า ทิ้งไว้จนบ่ายจนเย็น เอาไปกินเข้ามันก็เป็นเมรัย มัชชะ คำนี้พระไม่ค่อยแปล เวลาแปลศีลข้อที่ห้าก็ทิ้งเสีย คือ ข้าพเจ้าขอสมาทานสิกขาบท

คืองดเว้นจากสุราเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ตกไปคำหนึ่ง คือคำว่ามัชชะนี่ไม่แปล ทำไมพระจึงไม่แปล ก็เพราะพระกินหมากันอยู่ทั้งนั้น

สูบบุหรี่กันทั้งนั้นศีลข้อห้านี้รักษาทุกอย่าง รักษาร่างกาย รักษาชีวิต รักษาทรัพย์สมบัติ รักษาครอบครัว รักษาคำพูด รักษาสุขภาพกายให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย

รักษาสุขภาพจิตให้อยู่สภาพที่สมบูรณ์ จึงควรงดเว้น

 

 

การเจริญภาวนา : การฝึกจิตเพื่อใช้งาน

การเจริญภาวนา เราไปเจริญภาวนานั้น มี 3 จุดเท่านั้น คือ ฝึกจิตให้มีความสงบ ให้ตั้งมั่น ให้อ่อนโยน เหมาะที่จะใช้งานใช้การต่อไปจิตของคนเรานั้น เมื่อยังไม่ได้ฝึก

มันดิ้นรนกลับกลอกรักษายาก ห้ามยาก แต่ว่าฝึกให้ทำได้ รักษาได้ รักษาได้ ห้ามได้ ถ้าเราไม่ได้ฝึกก็ปล่อยไปตามเรื่อง แล้วมันก็ซุกซนยิ่งกว่าลิงซนเสียอีกเพราะเดี๋ยวมันคิดเรื่องโน้น

คิดเรื่องนี้อะไรต่างๆ ตัวนั่งอยู่นี่ บางที่ใจไปแล้ว ใจไปคิดเรื่องอื่น เลยฟังปาฐถกาไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าหลวงพ่อเทศน์เรื่องอะไร เพราะใจไม่อยู่จดจ่ออยู่กับเรื่องเทศน์

ไม่สงบ ไม่ตั่งมั่น ไม่อ่อนโยน ที่จะบังคับให้เป็นอย่างนั้นได้ ต้องไปโน้นมานี้วันยังค่ำ

 

แล้วจิตชอบไปในที่ต่ำ ไปในที่ที่เป็นกิเลส ไหลไปตามอำนาจความโลภ ความริษยา ความพยาบาท รูปมากระทบตาก็ไหลไปตามรูป เสียงมากระทบหูก็ไหลไปตามเสียง

สิ่งอะไรเป็นที่พอใจเพลิดเพลิน มันก็ไหลไปติดอยู่กับสิ่งนั้น ดังนั้นเราจึงต้องไปฝึกสมาธิตามสำนักต่างๆแต่ว่าการฝึกสมาธิบางสำนัก ก็ฝึกไปในทางที่ล่อคนให้หลงงมงายเหมือนกัน

เช่นฝึกสมาธิเพื่อเห็นนรก เห็นสวรรค์บ้าง พาไปดูนรก พาไปดูสวรรค์ ซึ่งความจริงนั้นนรกสวรรค์ไม่ใช่ภาพที่จะดูได้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า นรกอยู่ใต้ดิน สวรรค์อยู่บนฟ้า

แต่นรกมันอยู่ในใจของเรา สวรรค์มันก็อยู่ในใจ นิพพานก็อยู่ที่ใจของเรา นี่ก็เป็นธรรมะสอนใจเราทีนี้เราไปนั่งกัมมัฏฐานก็ได้ภาพเหล่านั้น แล้วก็หลงติดอยู่ในภาพเหล่านั้น

เอ้า ไปดูสวรรค์ ดูสวรรค์บอกว่าวิมานประดับด้วยแก้วแวววาว ก็เหมือนกับตามวัดต่างๆ ทำเจดีย์ประดับด้วยแก้วนั้นแหละ เขาก็เห็นเป็นูปอย่างนั้น แล้วเห็นนางฟ้าไม๊ เห็นแต่งตัวอย่างไร

 

มีพระองค์หนึ่งอยากได้เงินโยมคนหนึ่ง ซึ่งแก่มีเงิน รู้ว่าโยมนั้นคิดถึงสามีที่ตายไปแล้วมาก ก็เลยไปเยี่ยมบอกว่า อาตมาได้นั่งเข้าญาน แกไม่ละอายแกกล้าพูดสิ่งที่เหลวไหล

นั่งเข้าญารแล้วไปถึงสวรรค์ไปพบวิมารของคุณหลวงเข้า บอกว่าเป็นวิมานอันสวยงามคุณหญิงก็ชอบใจ ถามว่า แล้วมีอะไรขาดบ้างล่ะท่าน พระองค์นั้นบอกว่า

ทุกอย่างเรียบร้อยร่างกายสมบูรณ์พูนสุข ที่อยู่ที่กินก็สบาย แต่ยังขาดรถยนต์อยู่ไม่มีรถยนต์จะใช้ คุณหญิงเลยซื้อรถยนต์ให้ัคันหนึ่งสิ่งนี้ได้มาด้วยความสกปรก

ด้วยการล่อลวงเป็นการไม่ถูกต้องไปพูดจาอย่างนั้นพอรู้ว่าเขาขอบอย่างนั้นก็เลยพูดอย่างนั้น อยากได้จีวร บอกว่าไม่มีผ้านุ่งผ้าห่ม เขาก็ถวายจิวร อยากจะได้อาหารก็บอกว่า

โอ๊ อดอยากปากแห้ง ไม่มีอาหารจะกินเลย เลยนิมนต์พระ 9 รูปเลี้ยงอาหารอย่างนี้เป็นอุบายหลอกชาวบ้านเพื่อให้หลงเชื่อ หลงผิด มีเยอะแยะ มีบ่อยๆ ให้ทำบุญด้วยวิธีหลอก

 

 

จุดหมายของการเจริญภาวนา

จุดหมายของการเจริญภาวนามิใช่เพื่ออะไร เพื่อฝึกจิตของเราเอง ฝึกจิตให้สงบ ไม่ให้วิ่งไปวิ่งมา ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว แล้วก็ให้อ่อนโยนเหมาะที่จะใช้ทำงาน เหมือนกับเราฝึกสัตว์ป่านั้นแหละ

สัตว์ในป่าที่เราได้มาใหม่ๆมันยังไม่เชื่อง เช่นว่าม้าป่ามันก็ไม่เชื่อง ช้างมันก็ไม่เชื่อง เราต้องฝึกให้มันหยุดดิ้นก่อน ให้มันเชื่อฟังคำสั่งต่อไป ก็เอามาใช้ได้ถ้าเปรียบด้วยใจคนว่ามันเชื่อง คือ

มันอยู่ในอำนาจของสติ อำนาจของปัญญาเราควบคุมมันได้ เวลาจะให้เป็นอะไรก็ได้ ให้คิดอะไรก็ได้ ให้อ่านหนังสือก็อยู่กับหนังสือให้ทำสมาธิก็อยู่กับเรื่องสมาธิ เราต้องฝึกอาการเช่นนั้นคนทุกคนฝึกได้ง่ายๆ ไม่ลำบากยากเข็ญอะไร

 

การเจริญอานาปานสติ

สมาธิแบบง่ายที่สุดเป็นประโยชน์มากที่สุด ก็คือ เจริญอานาปานสติ เมื่อวานนี้ พบคนๆหนึ่งเป็นนายตำรวจ เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ

เนื่องจากพายุเกย์ที่จังหวัดชุมพรนั่นแหละแก่มีสวนปาล์มอยู่ประมาณ 300 ไร่ ถูกพายุเสียหาย แกไม่อยากไปดูหรอก ไปดูแล้ว ไม่สบายใจก็ไม่อยากไปดู

แต่เจ้าหน้าที่เขาบอกว่า ต้องไปรายงานผลเสียหาย จะได้ให้สตางค์ชดเชยแกไปแหละ ไปนั่งก็ทำใจไปตลอดทาง เพราะเห็นไปตั้งแต่เริ่มเข้าเขตประจบคิรีขันธ์

แล้วไปที่บางสะพานดูไปเรื่อยๆก็ว่า โอ๊ มันล่มจมเสียหาย แต่พอไปเห็นสวนปาล์มของตัวเข้านี้มันล้มหมดเลยเกิดแน่นหน้าอกขึ้นมา มือนี่รู้สึกว่ามันหลุดไปจากหัวไหล่ไปเสียแล้ว

มือมันหายไป มันชานั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร รู้สึกว่ามือหายไป ยืนนิ่งทีนี้ลูกชายไปด้วย ลูกชายเห็นพ่อมีอาการอย่างก็เรียก พ่อ แกก็พูดออกมาคำเดียวว่า โรงพยาบาล เขาก็พาไป

มันเป็นสุขศาลา ไม่ใช่โรงพยาบาลใหญ่โตอะไร โรงพยาบาลอำเภอเข้าไปในห้องฉุกเฉิน แกรู้สึกว่า พวกนางพยาบาลที่มาช่วยดูแลนั้นตัวเล็กนิดเดียว ตัวเล็กยังกับเด็ก 2-3 ขวบอย่างนั้นแหละ

แต่ดูมันเล็กลงไป สายตามันเปลี่ยนไป สายตาคนนี่พอมันมีโรคอะไรดูมันเปลี่ยนไปแกบอกว่า เวลานอนรู้สึกว่า หัวใจจมันเหลือนิดเดียว เหลื่ออยู่ที่ตรงที่ตรงขั้วนิดเดียว

เหมือนกับมันจะขาดจะวิ่นออกไปแล้ว ความรู้สึกเป็นอย่างนั้นแกบอกว่า นึกถึงอานาปานสติได้ พอแกนึกถึง อานาปานสติ ก็ภาวนา หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ พุท..โธ

กำหนดลมหายใจเรื่อยๆไป มันก็ค่อยดีขึ้นๆ เลยบอกว่า เจริญอานาปานสติช่วยรักษาเกี่ยวกับหัวใจ ถ้าพูดในแง่วิทยาศาสตร์ ก็คือว่า ขณะเรากำหนดลมหายใจ

การหายใจมันเป็นจังหวะ มันมีจังหวะหายใจดีขึ้น แล้วควบคุมมันได้ ทีนี้สภาพหัวใจก็ดีขึ้น การเต้นของหัวใจก็ดีขึ้นแล้วก็หายเจ็บเพราะฉะนั้น เวลาใดที่เราไม่สบายใจ มีความทุกข์ทางใจ ทำอานาปานสติเถิด

 

การปฏิบัติอานาปานสติ

อานาปานสติทำง่ายๆ นั่งตัวตรงหรือนอนก็ได้ ถ้าเราลุกขึ้นไม่ได้ก็นอนทำหายใจเข้าช้าๆ หายใจออกช้าๆ กายใจเข้า กำหนดรู้ตามลมหายใจ

หรือจะภาวนาว่า พุท หายใจเข้า หายใจออกว่า โธ ก็ได้เวลาเรากระทบอารมณ์อะไร ที่มันจะเป็นทุก พอรู้สึกว่าอารมณ์มันไม่ค่อยดี รับหายใจแรง พอหายใจแรง

แล้วอารมณ์มันเปลี่ยน ความโกรธมันก็ลดลงไป หายใจแรงแล้วอัดไว้ในปอด หายใจออก อารมณ์นั้นหายไป ความโกรธก็หายไป ความเกลียดหายไป

 

ผลของการเจริญอานาปานสติ

ถ้าเราทำไว้บ่อยๆจนกระทั่งว่าชิน ทำบ่อยๆเวลาเจ็บหนักใกล้จะหมดลมหายใจ เราจะได้กำหนดลมหายใจของเราจะหลับตาตายอย่างสงบ ไม่กังวล ไม่ห่วงใยคนที่ไม่ทำอานาปานสติไม่ฝึกภาวนา

จิตมันฟุ้งซ่านเวลาตายนึกถึงวัว นึกถึงควาย นึกถึงไร่ นึกถึงนา นึกถึงไอ้หลายน้อยๆ ว่าใครจะเลี้ยงกูตายแล้วใครจะเลี้ยง ก็ตายด้วยความกังวลใจ มีความทุกข์ไปสู่ทุคติ ไม่ได้ไปสู่สุขติ

เพราะฉะนั้นเราต้องหัดทำไว้ก่อนตาย เรื่องอย่างนี้มันต้องเตรียมใจไว้ก่อน ต้องรักษาศีลไว้ก่อน ต้องเจริญภาวนาไว้ก่อน หมั่นฟังธรรม หมั่นประพฤติดี ประพฤติชอบเข้าหาพระศาสนา

ถ้าอยู่ไกล ไม่มีโอกาสมาฟัง เอาเทปไปฟังก็ได้เปิดเทปฟังเอาเทปเกี่ยวกับงานศพไปเปิดให้คนฟัง คนจะได้เกิดปัญญา เกิดความรู้เกิดความเข้าใต อะไรมันก็ดีขึ้น

ไหนๆเราก็เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องเดินตามเส้นทางของพระพุทธเจ้า เส้นทางนั้นก็คือตัวธรรมะนั้นเอง ธรรมะสอนใจเป็นแผนที่บอกทางชีวิตให้เราเข้า

สังฆะคือตัวปฏิบัติ เราปฏิบัติตามนั้น ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติให้ถูกต้อง ปฏิบัติเพื่อออกจากทุกข์ เราก็พ้นจากทุกข์ได้สมปรารถนา

Loading...
loading...
shares