“บุญ…มิได้วัดกันที่ค่าของทรัพย์สินเงินทอง แต่อยู่ที่กำลังใจนั่นแหละสำคัญ”

ทำบุญด้วยเงินเพียงแค่สองสลึง “ทำบุญด้วยเงินเพียงแค่สองสลึง แต่กลับทำให้แผ่นดินไหว ”

เทวดาทั้งสวรรค์ร่วมสาธุการโมทนาบุญ การสร้างบุญยิ่งใหญ่ที่ได้อานิสงส์ประมาณ มิได้ ที่ทุกคนทำได้จริง!!! เรื่องที่จะเล่านี้เป็นเมตตาธรรมจากครูบาวงศ์ หรือครูบาชัยยะวงศา แห่งวัดพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน พระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งของแผ่นดินธรรม ครูบาวงศ์ ท่านเป็นศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย ตนบุญผู้ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินล้านนา ครูบาวงศ์ท่านมีเมตตามากโดยเฉพาะคนไทย และคนกระเหรี่ยงภาคเหนือตอนบนรู้จักท่านดี ใครเคยไปเที่ยววัดพระบาทห้วยต้ม จะเห็นคนเชื้อสายกระเหรี่ยงมากมาย ท่านเมตตาช่วยเหลือจนคนกระเหรี่ยง ที่เคยถือผี กลับมานับถือพระพุทธศาสนามากมาย เรื่องที่ขอเมตตามาเล่าให้กำลังใจกันในวันนี้ชื่อเรื่องว่า “ทำบุญ สอง สลึง ทำให้แผ่นดินไหว ” ในอดีตกาล ล่วงมาแล้ว สมัยองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า ยังทรงพระชนย์อยู่ มีพระยาเจ้าเมือง เมืองหนึ่ง มีใจศรัทธาปรารถนาจะถวายผ้ากฐินเป็นทาน จึงได้ป่าวประกาศไปทั่วบ้านเมืองเพื่อเชิญชวนให้ชาวเมืองได้ร่วมทำบุญในครั้งนี้ ข่าวทราบถึงมหาเศรษฐี สองคนผัวเมียมีเงินทองอยู่ ๘๘ โกฏิ เขาทั้งสองเกิดความศรัทธาปิติยินดี ในกองบุญกฐินนั้น จึงตั้งใจที่จะร่วมถวายทาน ผ้ากฐิน ตกกลางคืนมา สองผัวเมียก็มาคิดว่า ตัวเรานี้มีข้าวของมากมาย แต่ไม่มีอันใดเลย ที่หามาด้วย น้ำพักน้ำแรงของตน มีแต่ใช้คนอื่นหามา มันจะ เกิดอานิสงส์แก่เรามากไหมหนอ เมื่อคิดอย่างนั้น ผู้เป็นผัวจึงชวนเมียว่า “พรุ่งนี้เช้า เราพากันไปเกี่ยวหญ้ามาขาย เอาเงินที่ได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เรา ไป ทำบุญ มันจักได้บุญมาก” ผู้เป็นเมียจึงตอบตกลง พอรุ่งเช้าก็พากันถือเคียวเที่ยวเกี่ยวหญ้า กลางแดดร้อน ได้หญ้ามาสามมัด จึงเอามาสาง เอามาล้างเเล้ว มอบให้คนใช้นำไปขายให้คนเลี้ยงมา ได้เงินมาสามสลึง จึงมอบ ให้คนใช้ สลึงหนึ่ง ผัวเอา สลึงหนึ่ง เมียได้ สลึงหนึ่ง สองคนผัวเมีย ได้เงินสองสลึงแล้ว จึงพากันนำเงินนั้นมาชำระล้าง ด้วยน้ำอบน้ำหอม ตั้งจิตอธิษฐานยกเงินขึ้นเหนือหัว แล้วตั้งสัจจะอธิษฐาน ด้วยความปิติยินดี แล้วคิดว่า นี่เเหละ! คือเงินที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา เราจะได้บุญมาก! จากนั้น สอง คน ผัวเมีย มหาเศรษฐี จึงเดินทางไปที่บ้านของพระยาเจ้าเมือง พอไปถึงก็เดินเข้าไปในบ้าน ไปหยุดตรงที่เขาตั้งขัน รับบริจาคทานบุญกฐินไว้ เขาจึงพากัน หย่อนเงินลง “แก๊ก แก๊ก ” แล้วก็เดินออกไป พอพระยาเจ้าเมืองเห็นจึงเดินมาดูในขัน เห็นเงินอยู่สองสลึง จึงเกิดโทสะโกรธขึ้น เป็นฟืนเป็นไฟว่า “ไอ้อี สองคนนี้ มันเป็นถึงมหาเศรษฐี มีข้าวของ ๘๘ โกฏิ มาตระหนี่ ดูถูกดูแคลนกู กูตั้งกองบุญกฐิน เอาเงินมาร่วมนิดเดียว” จึงหยิบเงิน ขว้างทิ้งลงพื้นกระเด็นไปตกข้างกำแพง พอถึงเวลา พระยาเจ้าเมืองและบริวารชาวบ้านชาวเมือง จึงพากัน แห่ผ้ากฐินเข้าไปสู่อารามเพื่อจะถวายพระพุทธเจ้า ครานั้นแผ่นดินไหวสนั่นไปทั่ว เหตุเพราะเหล่าเทวดาล้วนสาธุการ และบังเกิดต้นกัลปพฤกษ์งอกขึ้น ตรงที่เงินสองสลึงตกอยู่ !!! พระยาเจ้าเมืองเห็นดังนั้นก็ดีใจว่า กูนี้เป็นผู้มีบุญมาก ทำบุญกฐินจนแผ่นดินไหว ต้นไม้กัลปพฤกษ์ก็งอก จึงวิ่งเข้าไปหมายจักหยิบเงินทองข้าวของ ที่ห้อยอยู่บนกิ่งกัลปพฤกษ์ แต่เข้าไม้ถึงเกิดร้อนขึ้น ตาแทบแตกไม่ว่าใครก็เข้าไม่ถึง มีแต่สองคนผัวเมียมหาเศรษฐี เท่านั้นที่เข้าไปได้ และนำต้นกัลปพฤกษ์ มาวางบนฝ่ามือได้พอดี เมื่อนั้น องค์พระพุทธเจ้า จึงได้ตรัสว่า “เหตุที่แผ่นดินไหว และต้นกัลปพฤกษ์งอกขึ้นนั้น มิใช่ เพราะนาบุญของท่านพระยาเจ้าเมือง เป็นเพราะอานิสงส์ ของสองคนผัวเมียมหาเศรษฐี นั่นแหละ” อย่าได้ประมาท แม้การทำบุญน้อยนิด แต่เป็นบุญบริสุทธิ์ จากจิตบริสุทธิ์ มีอานิสงส์มาก

“บุญ…มิได้วัดกันที่ค่าของทรัพย์สินเงินทอง แต่อยู่ที่กำลังใจนั่นแหละสำคัญ”

Loading...
loading...
shares